Author: admin

  • ความสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย

    ความสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย

    ระบบ “ผลิต-ใช้-ทิ้ง” ที่เคยได้รับการสนับสนุนในระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรงของไทยได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เมื่อเร็วๆ นี้ เนื่องจากบทบาทในการส่งเสริมภัยพิบัติทางสภาพอากาศ ภายใต้กระบวนการผลิตนี้ ทรัพยากรที่ไม่ได้ใช้ในช่วงการผลิตจะถูกทิ้งเป็นขยะ และแม้หลังจากผลิตสินค้าแล้ว ขยะก็ยังเกิดจากบรรจุภัณฑ์ และในที่สุด เมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ก็จะกลายเป็นขยะอีกครั้ง

    รูปแบบ “ผลิต-ใช้-ทิ้ง” ได้แสดงให้เห็นว่าไม่ยั่งยืน เนื่องจากได้ทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศรุนแรงขึ้นในเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวของการบริโภคเกินความจำเป็นในปัจจุบัน ซึ่งการสร้างขยะจำนวนมากและการลดลงของทรัพยากรธรรมชาติได้มีส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเร่งให้เกิดการขาดแคลนทรัพยากร

    เศรษฐกิจหมุนเวียนคือทางออกที่ยั่งยืน?

    แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนถูกเรียกว่าโมเดล “ผลิต-ใช้-คืนกลับ” และถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางการตลาด และเพิ่มผลกำไร ในขณะที่ลดการปล่อยมลพิษอย่างมาก รูปแบบเศรษฐกิจใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ในขณะที่ใช้ทรัพยากรและลดมลพิษไปพร้อมกัน

    ความสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังชี้นำอนาคตที่เต็มไปด้วยโอกาสทางนวัตกรรมที่สามารถเพิ่มผลกำไรให้กับธุรกิจในประเทศไทย ทางด้านอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายในการผสมผสานเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการปฏิรูปสู่เศรษฐกิจที่ดีขึ้น จากรายงานโดย Thailand Investment Review แสดงให้เห็นว่าปริมาณของเสียอุตสาหกรรมที่นำกลับมาใช้ใหม่ในประเทศไทยนั้นต่ำมาก รายงานปี 2561 ของพวกเขาชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถรีไซเคิลขยะได้เพียงหนึ่งในสามของขยะทั้งหมด 22 ล้านตันที่ผลิตขึ้น

    ในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศไทยเป็นไปตามที่ต้องการของประชาชนและรัฐบาล การเติบโตนี้ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง ตามรายงานของ Thailand Investment Review แสดงให้เห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการผลิตขยะที่สูงและช่องว่างในการจัดการขยะ ในปี 2561 ประเทศไทยผลิตขยะครัวเรือน 27 ล้านตัน โดยรัฐบาลสามารถรีไซเคิลขยะพลาสติกได้เพียง 25% ของขยะพลาสติกทั้งหมด ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการ

    แนวคิดริเริ่มเศรษฐกิจหมุนเวียนของไทยปี 2567

    ปัจจุบัน แนวคิดริเริ่มที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียนส่วนใหญ่ดำเนินการโดยภาคเอกชนและภาครัฐผ่านการมีส่วนร่วมโดยสมัครใจ แม้ว่ารัฐบาลไทยจะแสดงความสนใจและความทุ่มเทต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น แต่ยังต้องการนโยบายเพิ่มเติมเพื่อนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่มีพลวัต หนึ่งในความมุ่งมั่นที่ยาวนานที่สุดคือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) ซึ่งริเริ่มโดยในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของประเทศไทย โดย SEP ได้ครอบคลุมสามด้านคือ ความพอเพียง การใช้ทรัพยากรอย่างมีเหตุผล และการป้องกัน เพื่อส่งเสริมเป้าหมายของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในปี 2573 และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี

    จุดยืนปัจจุบันของรัฐบาลไทยในการนำเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้เร่งตัวขึ้นผ่านโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green) ซึ่งมีแนวคิดริเริ่มดังนี้:

    1. การจัดการขยะพลาสติก: ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการใช้พลาสติก โดยมีการประมาณการณ์ว่ามีขยะพลาสติกเกิดขึ้น 2 ล้านตันต่อปี รัฐบาลกำลังส่งเสริมการใช้พลาสติกย่อยสลายได้และการส่งเสริมการรีไซเคิลภายใต้กรอบความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR)
    2. การลดขยะอาหาร: รัฐบาลไทยกำลังส่งเสริมการจัดการขยะอาหารผ่านแนวปฏิบัติที่ดีขึ้นและการรณรงค์สร้างความตระหนัก
    3. กฎหมายและนโยบาย: รัฐบาลไทยกำลังสร้างกรอบกฎหมายเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น การส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้าง green economy และการจัดตั้งการรับรองและมาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์หมุนเวียน

  • อนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย และความสำคัญของพลังงานหมุนเวียน

    อนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย และความสำคัญของพลังงานหมุนเวียน

    เส้นทางสู่ความยั่งยืนของประเทศไทยต้องอาศัยกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายภายในปี 2573 และวางแผนเพื่ออนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานหมุนเวียนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่นสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รัฐบาลไทยได้มีกรอบการดำเนินงานแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ซึ่งมีกำหนดดำเนินการในช่วงปี 2567 ถึง 2580 ด้วยเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่า 30% ของพลังงานทั้งหมดที่ผลิตในประเทศไทยต้องเป็นพลังงานหมุนเวียนภายในปี 2573 จึงต้องปฏิบัติตามกรอบและเป้าหมายนี้อย่างรวดเร็วเพื่อให้บรรลุความเป้าหมายทางคาร์บอนไดออกไซด์ภายในปี 2593 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2608

    การเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน

    แหล่งพลังงานหมุนเวียนหลักที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาได้แก่ พลังงานน้ำ ชีวมวล พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ประเทศไทยมีทรัพยากรด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้มีศักยภาพสูงในการพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ และรัฐบาลได้สนับสนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนทางการเงินสำหรับโครงการต่างๆ ตัวอย่างเช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กำลังริเริ่มโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ 15 โครงการ ที่มีกำลังการผลิตรวม 2,750 เมกะวัตต์ ตามรายงานของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

    ภูมิประเทศของประเทศไทยอุดมไปด้วยทรัพยากรทางเลือกสำหรับการผลิตพลังงาน แม้จะมีกำลังการผลิตที่ต่ำกว่า แต่โครงการพลังงานลมสามารถทำได้ในพื้นที่ชายฝั่งและที่ราบสูง และโครงการระบบไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กและขนาดจิ๋วก็สามารถทำได้ในพื้นที่ชนบทเช่นกัน นอกจากนี้ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ของไทยทำงานในภาคเกษตรกรรม ชีวมวลและก๊าซชีวภาพจึงเป็นพลังงานทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะให้แหล่งพลังงานสะอาดและเป็นวิธีจัดการของเสียทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ซึ่งคาดการว่าภายในปี 2580 คาดว่ามากกว่า 30% ของพลังงานทางเลือกในประเทศไทยจะมาจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก

    โดยสรุปการเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนของประเทศไทยจะส่งผลให้:

    1. ขยายโอกาสในตลาดแรงงาน
    2. สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม
    3. เกิดการพัฒนาทางสังคม

  • รายงานการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

    รายงานการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

    ในเดือนกรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา RecyGlo ได้ออกรายงานฉบับใหม่เกี่ยวกับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญที่เกิดจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย รายงานนี้ลงลึกถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงในประเทศไทย ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการวางกลยุทธ์การรับมือและปรับตัวอย่างครอบคลุม


    ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อประเทศไทย

    การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสร้างความท้าทายที่สำคัญทั่วโลก และประเทศไทยก็เผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น ฝนตกหนัก น้ำท่วม ภัยแล้ง และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดการกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและนำกลยุทธ์ที่เหมาะสมมาใช้เพื่อต่อสู้กับผลกระทบเหล่านี้

    สภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นของประเทศไทยมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นและรูปแบบฝนที่ผันผวนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา รายงานได้ชี้ให้เห็นปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญดังนี้:

    1. อุณหภูมิที่สูงขึ้น: ตั้งแต่ปี 2554 ถึง 2564 ประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างมาก โดยอุณหภูมิสูงสุดถูกบันทึกในเดือนเมษายน 2559 ที่ 44.6 องศาเซลเซียสที่แม่ฮ่องสอน ซึ่งคลื่นความร้อนสามารถนำไปสู่ความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ร้ายแรงของคนในประเทศ เช่น ภาวะเครียดจากความร้อนและโรคระบบทางเดินหายใจ
    2. ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น: ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเป็นภัยคุกคามหลักต่อพื้นที่ชายฝั่ง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ราบต่ำและเสี่ยงที่จะจมน้ำภายในปี 2573 หากไม่มีการดำเนินการที่เหมาะสม
    3. คุณภาพอากาศที่แย่ลง: คุณภาพอากาศที่แย่ลงเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้ระดับฝุ่นละอองและโอโซนในระดับพื้นดินเพิ่มขึ้น การเสื่อมโทรมของคุณภาพอากาศนี้ทำให้ปัญหาสุขภาพรุนแรงขึ้นและเพิ่มความท้าทายด้านภาวะโลกร้อน


    ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม

    รายงานยังครอบคลุมผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทยที่ส่งผลต่อเศรษฐกิในหลายภาคส่วน:

    การเกษตร: การเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำฝนและสภาพอากาศที่ไม่แน่นอนกำลังคุกคามผลผลิตทางการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของเกษตรกรและชุมชนในชนบท

    สุขภาพประชาชน: คลื่นความร้อนที่เพิ่มขึ้นและคุณภาพอากาศที่แย่ลงนำไปสู่โรคระบบทางเดินหายใจและการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับความร้อน ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพที่สำคัญ

    โครงสร้างพื้นฐาน: น้ำท่วมและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน นำไปสู่การสูญเสียทางเศรษฐกิจและการย้ายถิ่นฐานของชุมชนในประเทศไทย

    เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบในรายละเอียดเพิ่มเติมและเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการรับมือและปรับตัว อ่านรายงานฉบับใหม่ของเราเรื่อง “การต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย”