Category: ความยั่งยืน

  • อนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย และความสำคัญของพลังงานหมุนเวียน

    อนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย และความสำคัญของพลังงานหมุนเวียน

    เส้นทางสู่ความยั่งยืนของประเทศไทยต้องอาศัยกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายภายในปี 2573 และวางแผนเพื่ออนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานหมุนเวียนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่นสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รัฐบาลไทยได้มีกรอบการดำเนินงานแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ซึ่งมีกำหนดดำเนินการในช่วงปี 2567 ถึง 2580 ด้วยเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่า 30% ของพลังงานทั้งหมดที่ผลิตในประเทศไทยต้องเป็นพลังงานหมุนเวียนภายในปี 2573 จึงต้องปฏิบัติตามกรอบและเป้าหมายนี้อย่างรวดเร็วเพื่อให้บรรลุความเป้าหมายทางคาร์บอนไดออกไซด์ภายในปี 2593 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2608

    การเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน

    แหล่งพลังงานหมุนเวียนหลักที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาได้แก่ พลังงานน้ำ ชีวมวล พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ประเทศไทยมีทรัพยากรด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้มีศักยภาพสูงในการพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ และรัฐบาลได้สนับสนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนทางการเงินสำหรับโครงการต่างๆ ตัวอย่างเช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กำลังริเริ่มโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ 15 โครงการ ที่มีกำลังการผลิตรวม 2,750 เมกะวัตต์ ตามรายงานของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

    ภูมิประเทศของประเทศไทยอุดมไปด้วยทรัพยากรทางเลือกสำหรับการผลิตพลังงาน แม้จะมีกำลังการผลิตที่ต่ำกว่า แต่โครงการพลังงานลมสามารถทำได้ในพื้นที่ชายฝั่งและที่ราบสูง และโครงการระบบไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กและขนาดจิ๋วก็สามารถทำได้ในพื้นที่ชนบทเช่นกัน นอกจากนี้ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ของไทยทำงานในภาคเกษตรกรรม ชีวมวลและก๊าซชีวภาพจึงเป็นพลังงานทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะให้แหล่งพลังงานสะอาดและเป็นวิธีจัดการของเสียทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ซึ่งคาดการว่าภายในปี 2580 คาดว่ามากกว่า 30% ของพลังงานทางเลือกในประเทศไทยจะมาจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก

    โดยสรุปการเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนของประเทศไทยจะส่งผลให้:

    1. ขยายโอกาสในตลาดแรงงาน
    2. สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม
    3. เกิดการพัฒนาทางสังคม

  • รายงานการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

    รายงานการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

    ในเดือนกรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา RecyGlo ได้ออกรายงานฉบับใหม่เกี่ยวกับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญที่เกิดจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย รายงานนี้ลงลึกถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงในประเทศไทย ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการวางกลยุทธ์การรับมือและปรับตัวอย่างครอบคลุม


    ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อประเทศไทย

    การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสร้างความท้าทายที่สำคัญทั่วโลก และประเทศไทยก็เผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น ฝนตกหนัก น้ำท่วม ภัยแล้ง และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดการกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและนำกลยุทธ์ที่เหมาะสมมาใช้เพื่อต่อสู้กับผลกระทบเหล่านี้

    สภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นของประเทศไทยมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นและรูปแบบฝนที่ผันผวนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา รายงานได้ชี้ให้เห็นปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญดังนี้:

    1. อุณหภูมิที่สูงขึ้น: ตั้งแต่ปี 2554 ถึง 2564 ประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างมาก โดยอุณหภูมิสูงสุดถูกบันทึกในเดือนเมษายน 2559 ที่ 44.6 องศาเซลเซียสที่แม่ฮ่องสอน ซึ่งคลื่นความร้อนสามารถนำไปสู่ความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ร้ายแรงของคนในประเทศ เช่น ภาวะเครียดจากความร้อนและโรคระบบทางเดินหายใจ
    2. ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น: ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเป็นภัยคุกคามหลักต่อพื้นที่ชายฝั่ง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ราบต่ำและเสี่ยงที่จะจมน้ำภายในปี 2573 หากไม่มีการดำเนินการที่เหมาะสม
    3. คุณภาพอากาศที่แย่ลง: คุณภาพอากาศที่แย่ลงเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้ระดับฝุ่นละอองและโอโซนในระดับพื้นดินเพิ่มขึ้น การเสื่อมโทรมของคุณภาพอากาศนี้ทำให้ปัญหาสุขภาพรุนแรงขึ้นและเพิ่มความท้าทายด้านภาวะโลกร้อน


    ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม

    รายงานยังครอบคลุมผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทยที่ส่งผลต่อเศรษฐกิในหลายภาคส่วน:

    การเกษตร: การเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำฝนและสภาพอากาศที่ไม่แน่นอนกำลังคุกคามผลผลิตทางการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของเกษตรกรและชุมชนในชนบท

    สุขภาพประชาชน: คลื่นความร้อนที่เพิ่มขึ้นและคุณภาพอากาศที่แย่ลงนำไปสู่โรคระบบทางเดินหายใจและการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับความร้อน ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพที่สำคัญ

    โครงสร้างพื้นฐาน: น้ำท่วมและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน นำไปสู่การสูญเสียทางเศรษฐกิจและการย้ายถิ่นฐานของชุมชนในประเทศไทย

    เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบในรายละเอียดเพิ่มเติมและเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการรับมือและปรับตัว อ่านรายงานฉบับใหม่ของเราเรื่อง “การต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย”